พิศมายา 8

posted on 15 Sep 2011 14:38 by liuli-a
ไฟในบ้านถูกเปิด ไว้สว่างไสว หลังจากที่ชมภูแพรทานอาหารเย็นเรียบร้่อยแล้ว
"เอาหล่ะ ชมภูแพร แม่รู้ว่าลูกรู้สึกยังงัย เพราะฉะนั้นแม่จะไม่ถามลูก แต่แม่จะถามจากคุณพฤกษ์แทนรบกวนตอบตามความเป็นจริงนะคะ"
ชมภูแพรอึ้งไป คำตอบที่เตรียมมาเป็นโมฆะ แถมเธอยังต้องมาฝากอนาคตของเธอไว้กับพฤกษ์ซึ่งเป็นความหวังอันริบหรี่
 
 
"นายพูดดีๆนะ อนาคตของฉันขึ้นอยู่กับคำพูดของนายเลยนะ"
 
"นี่คิดจะขู่ผมเหรอ...ผมไม่สนทั้งนั้นแหละ ผมจะพูดตามความเป็นจริงเท่านั้น ถ้าแม่คุณไม่เห็นด้วย คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปบริษัท แม่คุณจะได้สบายใจก็จบ แต่ถ้าแม่คุณเห็นด้วยคุณก็ได้ทำงานต่อไป ไม่เห็นมีอะไรยุ่งยาก" พฤกษ์ยิ้ม
 
นี่คือคำตอบที่ชมภูแพรได้รับก่อนมาถึงบ้านแล้วแบบนี้เธอจะหวังอะไรได้อีกล่ะเนี่ย!!!
 
"ถ้าอย่างนั้นผมจะขอพูดตามตรงนะครับ จากผลการทดสอบเป็นเวลาเจ็ดวันของชมภูแพร ในฐานะที่ผมเป็นพี่เลี้ยงของเธอยังต้องปรับปรุงการทำงานของเธออีกพอสมควร เนื่องจากประสบการณ์การทำงานของเธอยังน้อย ความอดทนต่องานและคนรอบข้างของเธอยังไม่มากพอ ถูกชักจูงได้ง่าย และดื้อรั้นในบางครั้ง...."
 
ตายๆ ขืนเขาพูดแบบนี้ รับรองได้เลยว่าเธอได้ปิดฉากการทำงานแล้วจมอยู่กับบ้านอย่างแน่นอน ไม่ต้องใช้พลังจิตก็เดาไ้ด้  
 
"แต่เธอได้พิสูจน์ความสามารถในตัวเธอให้ผมเห็นแล้ว ว่าเธอมีความมุ่งมั่น และตั้งใจจริงในการทำงาน อีกทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์ และยังรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ประกอบกับที่คุณน้าสอนเธอมาทำให้เธอวางตัวในการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าคุณน้าเปิดร้านอาหารตอนนี้ ผมคิดว่าคุณสมบัติและประสบการเท่านี้ยังไม่พอ เพราะฉะนั้นผมจึงขอให้เธอได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงาน และได้รับการฝึกฝนให้มากกว่านี้อย่างน้อย 3 ปี ครับ"
 
"หมายความว่าฉันควรจะต้องให้ลูกสาวชั้นทำงานที่นั่นต่อไปสินะ" คุณพรรณีกล่าวขึ้นในที่สุด
 
"เอาเถอะ ถ้าคุณพูดมาขนาดนี้ ดิฉันก็เห็นด้วย ยังงัยก็ขอฝากลูกสาวฉันไว้ด้วยก็แล้วกัน สั่งสอนให้เต็มที่แล้วกันนะ
 
"ครับ" พฤกษ์ยิ้มตอบ
 
"นายทำได้ยังงัย แม่ฉันไม่เคยยอมรับแบบไร้เงื่อนไขแบบนี้มานานมากแล้ว" ชมภูแพรบอก
 
"นี่หมายความว่ามีคนทำได้ก่อนผมอีกเหรอ" เขาสงสัย
 
"พ่อฉันเองย่ะ" ชมภูแพรบอกแต่ก็ต้องหน้าสลดลง
 
"ถ้าอยา่งนั้นผมต้องขอเรียนรู้จากพ่อคุณหน่อยล่ะ" พฤกษ์บอก
ชมภูแพรยิ้มเศร้า "นายคงทำไม่ได้หรอก เพราะพ่อของฉันท่านเสียไปหลายปีแล้ว"
 
"เอ่อ ผมขอโทษ" พฤกษ์รู้สึกเสียใจที่ไปสะกิดโดนแผลในใจของเธอเข้า
 
"ไม่เป็นไรหรอก มันนานมากแล้วหล่ะ...ว่าแต่ขอบใจมากจริงๆนะ" ชมภูแพรยิ้มให้อย่างจริงใจที่สุด
 
"เอาเป็นว่าผมขอค่าตอบแทนกับข้าวมื้อเช้าพรุ่งนี้สักมื้อแล้วกันนะ เห็นว่ารับมรดกจากคุณน้ามาหมดแล้ว จะลองดูซิว่าจะอร่อยได้สักครึ่งของคุณน้ารึเปล่า"
 
"หนอย นี่ป็นเบ๊ยังไม่พอ ยังใช้ทำกับข้าวอีกเหรอยะ" ชมภูแพรแหว
 
"เบาๆสิคุณ ถ้าแม่คุณได้ยินต้องเอาไปอบรมมารยาท กันใหม่เลยนะเนี่ย ตกลงจะทำมั้ย ถ้าไม่ทำผมไปบอกแม่คุณเดี๋ยวนี้แหละว่าคุณไม่อยากทำงานแล้ว"
 
"เฮ้ย...เดี่ยวสิ ยังไม่บอกเลยว่าจะไม่ทำหน่ะ พรุ่งนี้ก็ได้"
 
"โอเค งั้นพรุ่งนี้เจอกันเจ็ดโมงครึ่ง"พฤกษ์บอก
 
"นี่นายจะให้ไปเช้าอีกแล้วเหรอ..." ชมภูแพรทำหน้าเหนื่อย นึกว่าครบเจ็ดวันแล้วจะเลิกตื่นเช้าซะอีก
 
"ถ้าคุณไม่ไปเช้าแล้วผมจะได้กินข้าวได้ยังงัยล่ะ กินในเวลางานมันไม่ดีนะคุณ" พฤกษ์บอกแล้วเดินขึ้นรถไป
 
"ชิ ทำยังกับตัวเองไม่เคยทำงั้นแหละ ตาขี้หลีเอ๊ย" ชมภูแพรบ่นตามหลัง
 
 
"พี่แพร ทำอะไรหอมจัง" เม้งเดินมาดู
 
"แกงจืดโหระพา กับ ไก่รวนขิงกรอบ จ๊ะ เออแล้ววันนี้พี่รีบ จะเอาไปกินที่ทำงานนะ" ชมภูแพรจัดการแบ่งส่วนหนึ่งใส่กล่อง
 
"แล้วนั่นจะเอาไปเผื่อใครอีกล่ะ" เม้งถามอย่างสงสัยเมืื่อเห็นชมภูแพรทำอีกกล่อง
 
"ก็นายพฤกษ์งัย เขารู้ความลับที่เราช่วยกันปิดแม่ไว้ แล้วก็เรื่องที่เขาช่วยพูดกับแม่เมื่อวานนี้ด้วย พี่เลยต้องทำกับข้าวไปให้เขาเพื่อเป็นการตอบแทน" ชมภูแพรบอก
 
"แหม ทำขนาดนี้คิดอะไรกับเขารึเปล่าเนี่ย" เม้งแซว
 
"พี่โดนบังคับหรอกย่ะ เพราะถ้าไม่ทำ เขาจะบอกความลับของเราให้แม่รู้ เฮ้อ ไม่รู้ว่าจะกินไปทำไมข้าวเช้าเนี่ย ในเมื่อที่บริษัท นายนี่ก็เอาแต่กินของฟรี หลีหญิง ไปวันๆอยู่แล้ว" ชมภูแพรบ่น
 
"เอาหล่ะ พี่ต้องไปแล้วนะ เดี๋ยวสาย แล้วจะโดยนายนั่นหาเรื่องเอา" ชมภูแพรเก็บของแล้วรีบตรงไปยังบริษัท 
ถึงแม้เวลานี้ยังมีคนมาไม่มากนักแต่เธอก็เกรงว่าคนอื่นๆจะเห็น จึงรีบขึ้นไปทันที และเมื่อพบว่าเขายังไม่มาชมภูแพรจึงรีบเอากล่องข้าววางบนโต๊ะ 
 
"จะไปไหน แล้วอีกกล่องนั่นอะไร" พฤกษ์เดินเข้ามาขณะที่ชมภูแพรจะเดินออกจากห้องพอดี
 
"ก็บนโต๊ะนั่น ของนาย แล้วนี่ก็ของฉัน ฉันจะไปกินข้าวแล้ว ไปละนะ" ชมภูแพรกำลังจะเดินออกไปแต่ก็ถูกพฤกษ์คว้าแขนไว้ แล้วลากไปที่โต๊ะ
 
"กินด้วยกันเนี่ยแหละ จะได้แบ่งกับข้าวกันด้วยงัย" พฤกษ์บอก ชมภูแพรเปิดกล่องข้าวตนเองให้ดู
 
"ก็เหมือนกันแหละย่ะ แล้วนี่นายจะมากินกล่องฉันทำไมเนี่ย" ชมภูแพรโวยเมื่อเห็นว่าเขามาตักกับข้าวกล่องของเธอแทน
 
"คุณเคยได้ยินมั้ย ที่เค้าบอกว่ากับข้าวของคนอื่นจะดูน่ากินกว่าของตัวเองเสมอ ว่าแต่คุณทำเองเหรอเนี่ย" พฤกษ์เคี้ยวตุ้ยๆ
 
"ก็ใช่สิยะ ขืนให้แม่ทำความลับก็แตกกันพอดี เพราะนายๆแท้ๆเลย ฉันต้องตื่นแต่ตีสี่เนี่ย"
 
"คุณตื่นมาทำให้ผม ตั้งแต่ตีสี่เลยเหรอเนี่ย" พฤกษ์ทำตาหวานใส่
 
"อย่ามาทำขี้หลีแถวนี้นะ รีบๆกินไปเลย เดี๋ยวใครมาเห็นเ้ข้าฉันจะเสียหายนะ" ชมภูแพรรู้สึกว่ามีคนกำลังจะเข้ามาในห้องนี้ เธอจึงรีบหลบอยู่มุมหนึ่ง
 
"อ้าว คุณพฤกษ์มาเช้าจังนะคะ แล้วนั่นกล่องข้าวของใครเหรอคะ" ป้าแม่บ้านถามขณะกำลังจะเข้ามาทำความสะอาด
 
"ผมเตรียมไว้ให้คนที่เข้ามาที่ห้องผมคนแรกหน่ะครับ ป้านี่โชคดีนะเนี่ย อ่ะผมให้ ผมรู้นะว่าป้ายังไม่ได้กินข้าวเช้า ไปกินให้อิ่มก่อนเถอะครับแล้วค่อยมาทำที่ห้องผม เดี่ยวจะเป็นลมไปเสียก่อน"
พฤกษ์เก็บกล่องข้าวนั้น ยื่นให้ป้าแม่บ้าน ชมภูแพรรอจนเธอออกจาห้องไป...
 
"นี่นาย เอาไปให้ป้าแบบนั้น แล้วฉันจะกินอะไรล่ะ" ชมภูแพรโวย
 
"ก็กินด้วยกันเนี่ยแหละ มาๆ ผมไม่ถือหรอก แล้วอีกอย่างการที่ผมเอาข้าวคุณไปให้ป้า คุณก็จะได้ไม่ต้องเสีย
หายงัย แล้วอีกอย่างจะได้เป็นการโปรโมทฝีมือคุณไปด้วย นี่ผมช่วยคุณชัดๆเลยนะเนี่ย ยังไม่เห็นบุญคุณกันอีก อ้าวจะไปไหนละ มากินข้าวด้วยกันสิ"
 
ชมภูแพร ไม่สนเขาอีกต่อไป เธอเดินลงมาหาอะไรทานที่โรงอาหารของบริษัท เธอสั่งข้าวราดแกงมานั่งกินอย่างโมโห และยิ่งโมโหเธอก็ยิ่งกิน
 
"อ้าวคุณ" ชายคนหนึ่งทัก เมื่อชมภูแพรเงยหน้าขึ้นมองก็ต้องตกใจ เพราะเขาเป็นคนเดียวกับที่เห็นเธอยัดข้าวเหนียวหมูปิ้งเข้าปากตอนอยู่ในลิฟต์
 
"สงสัยกับข้าวที่ โรงอาหารจะอร่อยจริงๆ ท่าทางคุณจะกินไม่หยุดเลยนะครับ" ชายคนนั้นยิ้ม จิบกาแฟตรงโต๊ะข้างๆเธอ ชมภูแพรจึงได้แต่ยิ้ม แล้วก็รีบเคี้ยวข้าวให้หมด
 
"คุณพึ่งมาใหม่เหรอครับ ผมไม่ค่อยคุ้นหน้าคุณเลย ผมชื่อรัฐราชครับ แล้วคุณล่ะ"
 
"ชมภูแพรค่ะ เอ๊ะ คุณเป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดใช่มั้ยคะ" ชมภูแพรถาม
 
"ใช่ครับ คุณรู้ได้ยังงัยเนี่ย" รัฐราชแปลกใจ
 
"ช่วงก่อนฉันไปส่งเอกสารให้ฝ่ายการตลาดบ่อยๆหน่ะค่ะ แล้วก็มีโอกาสช่วยงานอยู่พักหนึ่ง"ชมภูแพรยิ้ม
 
"สงสัย ช่วงนั้นผมไม่ค่อยได้อยู่ เลยไม่ได้เจอคุณเลยนะครับ" รัฐราชยิ้ม
 
 
"คุณนี่เป็นหัวหน้าที่คุยสนุกดีนะคะ เออ ฉันต้องไปแล้วล่ะคะ เดี๋ยวจะโดนพี่เลี้ยงบ่นเอา"
 
"นี่ยังไม่แปดโมงครึ่งเลยนะครับแล้วคุณจะโดนบ่นได้ยังงัย ใครเป็นพี่เลี้ยงครับ เดี๋ยวผมคุยให้ได้นะ" รัฐราชบอก
 
"คุณพฤกษ์หน่ะค่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันเอาตัวรอดได้ค่ะ ไปก่อนนะคะ" ชมภูแพรยิ้ม
 
 
"ลุงจะให้หนูเป็นผู้ช่วยฝ่ายการตลาด" 
ชมภูแพรดีใจที่เธอจะไม่ต้องร่วมงานกับพฤกษ์อีก แต่ก็อดกังวลไม่ได้
"หนูพึ่งทำงานได้ไม่กี่วัน มันจะไม่ข้ามหน้าข้ามตาคนที่เค้ามาก่อนเหรอคะคุณลุง"
 
"ลุงไม่เคยเลือกใคร โดยไม่ทำการบ้านมาก่อนหรอกนะ อย่าห่วงเลย เริ่มตั้งแต่วันนี้เลยนะหนูแพร ชั้น 4 จำได้ใช่มั้ย" คุณประเสริฐบอก
 
ชมภูแพรยิ้มร่า เดินมาที่ห้องทำงานของพฤกษ์ อย่างน้อยเธอควรจะลาเขาเสียก่อน
"คุณพฤกษ์คะ ดิฉันมาลาหน่ะค่ะ หวังว่าเราคงจะไม่ได้ร่วมงานกันอีกแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ" ชมภูแพรกระพุ่มมือไหว้ตามมารยาทไทยที่มารดาเคยสอนไว้ ก่อนจะเดินออกไป
 
"มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น...อย่าชะล่าใจไป สาวน้อย" พฤกษ์ยิ้มอย่างมีเลศนัย
 
"สวัสดีค่ะ แพรจะมาอยู่ประจำที่ฝ่ายการตลาด ยังงัยก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ" ชมภูแพรยิ้ม ความจริงต้องขอบคุณนายพฤกษ์ที่ทำให้เธอคุ้นเคยกับแต่ละฝ่ายเสียก่อน ทำให้เธอปรับตัวได้ไม่ยากนัก 
 
"อ้าว คุณเองเหรอครับที่จะย้ายมา" รัฐราชยิ้ม "ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ"
 
"เช่นกันค่ะ...ยังงัยก็รบกวนด้วยนะคะ ยังไม่ค่อยรู้อะไรมาก" ชมภูแพรบอก
 
"ได้ข่าวว่าคุณเคยทำงานอยู่บริษัทเอสมา 5 ปี คงไม่มีปัญหาอะไรมากหรอกมั้งครับ" รัฐราชยิ้ม
การทำงานของบริษัทนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เห็นทีเธอต้องศึกษาไว้ให้มากเสียแล้ว